ตั้งแต่เด็กแต่เล็ก สิ่งที่คิดยึดจนติดเป็นนิสัย เป็นสันดาร ก็คือ "ตัวของเรา" "ของของเรา" ถ้าจะรวบยอดความคิดนี้ทั้งหมดก็คือ ความคิดที่ว่า ".....ของเรา"
ความเห็นแก่ตัว โดยพื้นฐานก็คือ "ความคิด หรือ การกระทำต่างๆที่อาศัยความเห็น ความชอบ ความรู้ ความรู้สึก ของตัวเองเป็นพื้นฐาน โดยมิได้ให้ความสำคัญ หรือ เมินเฉยต่อ ความเห็น ความชอบ ความรู้อื่น"
เพราะการรับรู้ตัวตน สัมผัสตัวตน และ ความคิดของตัวตนได้ดีกว่ารับรู้ตัวตนของผู้อื่น ความคิดของผู้อื่น เราจึงให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึก ประสบการณ์ ความรู้ ที่เราสามารถรับรู้ได้ชัดเจนที่สุดที่เราสามารถจะรับได้เป็นตัวตั้ง"
เพราะ เราไม่ใช่ผู้อื่น ดังนั้น เราจึงไม่สามารถรับรู้ประสบการณ์ต่างฯทั้งภายนอก และ ภายใน ของผู้ๆนั้นได้
ดังนั้น เรารับรู้ผู้อื่นได้ก็เพียงแค่ส่วนนึง และ รับรู้ได้ด้วยการเปรียบเทียบ การอนุมาน เอาจากตัวเอง โดยคาดเดาเอาตามประสบการณ์ที่ตัวเองเคยได้รับว่า ไกล้เคียงกับประสบการณ์แบบไหน และ จากประสบการณ์นั้นๆ จะรู้สึกแบบไหน มีความรู้อะไรเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นๆบ้าง
และ โลกใบนี้ สรรพสัตว์ต่างมีประสบการณ์เฉพาะตัว ดังนั้น การคาดเดาประสบการณ์ผู้อื่น ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ย่อมไม่ตรงกัน 100% อย่างมากก็แค่ไกล้เคียง
ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะเป็นผู้ฉลาด ไม่ตกอยู่ในประสบการณ์เฉพาะตัว เราก็ต้องเป็น "ผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน ณ เหตุการณ์ช่วงขณะหนึงเดียวกัน"
ทำให้ เรามีประสบการณ์ของการเป็นผู้ให้ และ ผู้รับพร้อมกัน คือ มีทั้งความรู้สึกของผู้ให้ และ ความรู้สึกของผู้รับ ณ เวลาเดียวกัน และ เหตุการณ์ช่วงขณะหนึ่งเดียวกัน
คือ ขณะ ที่เรามีจิตเป็นผู้ให้ เรา ก็มีจิตเป็นผู้รับอยู่ภายในขณะนั้น
ดังนั้น เราจึงควรทำทาน และ รับผลของทานนั้นด้วยจิตภายใน ว่าง่ายๆ ก็คือ เจตนาที่จะทำทานเป็นจุดเริ่ม และ การได้บริจาคทาน เป็นผล
เช่น การจะให้อาหารหมาจรจัด จุดเริ่มคือ คิดสงสาร จุดที่เป็นผลคือ การบริจาคอาหารให้
ไม่ใช่ จุดเริ่มคือ สงสาร จุดผลคือ ไม่น่าสงสาร เพราะถ้าทำเช่นนี้ เราจะต้องคอยดูอีกฝ่ายว่ารู้สึกอย่างไร และ เราจะตีความความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยประสบการณ์ส่วนตัวที่เรามีๆมาว่าคล้ายกันตรงไหนมั่ง และ จะทำให้รู้สึกอย่างไรมั่ง เช่นเรื่อง เห็นหมาหิวสงสาร พอเห็นอิ่ม ความสงสารก็หมดไป เพราะ เอาประสบการณ์ตัวเองตอนอิ่ม มาตีความ
ดังนั้น เราจึงควรบริจาคทานให้แก่ผู้ที่สมควรให้ เช่นผู้อดอยาก ผู้ไร้หนทาง ผู้ทุกข์ยาก และ ให้ทานที่เหมาะสมแก่เขา และอย่าให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการได้รับทานนั้นของผู้รับมากนัก เพราะ เราไม่มีวันเข้าใจความสุขของเขาได้ 100 %
ว่าง่ายๆ ก็คือ เมื่อเห็นว่า สมควรให้ สมควรช่วย ก็จงช่วย และ จงมีความสุขจากการได้ช่วย ไม่ใช่หวังได้ความสุขจากการเห็นอีกฝ่ายถูกช่วย
ว่าง่ายๆอีกแบบ ก็คือ "การมีความสุขในตน และ การเพียงพอแห่งความสุขในตน"
ณ จุดนี้ ความเห็นแก่ตัวย่อมหายไป เพราะ เราไม่ได้ใช้ประสบการณ์ของผู้ให้เป็นพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เรา ใช้ประสบการณ์ของผู้รับเป็นพื้นฐานด้วย
"จงทำทาน ให้แก่ผู้ที่สมควร และ ความสุขนั้นย่อมมาจาก การได้กระทำการบริจาคทาน "
"ทานในที่นี้ ครอบคลุมไปถึงหลายๆสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความปรารถนาดี การอวยพร การ แผ่เมตตา สิ่งของ อาหาร"
"ความสุขจากการให้ทาน ผู้ให้ย่อมจะได้รับอย่างเต็มที่ ผู้ให้ให้ไปเท่าไหร่ ก็ได้รับมาเท่านั้น เพราะ แท้จริง ผู้ให้ ก็คือ ผู้รับ"
"จงอย่าละโมบ แม้แต่การให้ความปรารถนาดี หรือ การให้อวยพร การแผ่เมตตา เพราะ ผู้ที่ละโมบย่อมจะไม่ได้รับความสุขเพราะ เขาไม่ได้เป็นทั้งผู้ให้ และ ไม่ได้เป็นทั้งผู้รับ เขาเป็นเพียงแค่ ผู้อดอยาก ที่ได้แต่รอที่จะเป็นผู้รับ ถึงแม้ท้องเขาจะอิ่ม กายจะอบอุ่น แต่ใจเขานั้นหิวกระหาย และ หนาวเหน็บ"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น